โครงการพัฒนาเด็กปฐมวัย

โครงการพัฒนาเด็กปฐมวัย

“ถ้าไม่พร้อมจะเลี้ยงลูก กรุณาอย่ามีลูก” เป็นคำพูดของคุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์และนักเขียนหนังสือผู้มีชื่อเสียงด้านการพัฒนาสมองที่ดีสำหรับเด็กปฐมวัย คำว่า “พร้อม” ของแต่ละคนแต่ละครอบครัว การตีความก็คงไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยที่สุดความพร้อมที่กล่าวถึงนี้ แม่ผู้ให้กำเนิดลูกควรจะต้องทำหน้าที่เป็นผู้เลี้ยงหลัก เพื่อรับประกันว่าลูกที่เกิดใหม่นั้นจะได้รับนมแม่ ได้รับการดูแลและการปกป้องคุ้มครองให้ห้วงเวลาสำคัญนี้มีความหมายและสร้างคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับลูก

“ถ้าแม่เป็นคนเลี้ยงหลักจะดีที่สุด และในช่วง 3 ขวบแรกของลูก แม่ควรแสดงการมีอยู่จริง ทั้งทางกายและใจให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เราไม่ได้หมายความว่าแม่จะต้องอยู่กับลูกทุกนาทีหรือทุกวัน หรือทำกิจกรรมร่วมกันกับลูกทุกนาทีที่ลูกตื่น และไม่ได้หมายความว่าแม่ไม่ควรไปทำงานนอกบ้าน แต่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ยิ่งแม่ใช้เวลาอยู่กับลูกมากเท่าไหร่ ลูกจะยิ่งมีความสุขและมีสุขภาพกายและใจที่ดีมากขึ้นเท่านั้น” “คือเรื่องที่ผมพูดเสมอมาและถูกถามเสมอเหมือนกันว่า เอาพ่อไปไว้ที่ไหน แล้วผมจะตอบจริงจังเสมอว่า พ่อเอาไว้หารสอง เพราะงาน 3 ปีแรกของแม่นั้นหนักหนาสาหัสเกินกว่ามนุษย์จะทำได้ด้วยตัวคนเดียวโดยง่าย ดังนั้นหากมีอีกคนหนึ่งมาหารสองย่อมดีกว่า ง่ายกว่าสบายกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่า ทั้งนี้ทั้งนั้นด้วยเงื่อนไขที่ว่า ถ้าคนหารนั้นเอาดีไม่ได้ เราทำคนเดียวได้ง่ายกว่ามาก คำว่าแม่ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นผู้หญิง คำว่าพ่อ ไม่ได้แปลว่าต้องเป็นผู้ชาย ที่เราต้องการคือ “คนเลี้ยงหลัก”

ใครสำคัญที่สุดต่อชีวิตของลูก คำตอบคือ “แม่ (และพ่อ)” ใครสำคัญที่สุดต่อชีวิตของนักเรียนเด็กเล็ก คำตอบคือ “แม่ครู” ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และใครสำคัญลำดับชั้นต่อมา ญาติพี่น้องในครอบครัวที่เด็กอาศัยอยู่ สังคมชนบทของอีสานนับแต่อดีตหลายสิบปีมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภคถนนหนทางและการทำมาหากินเจริญก้าวหน้าไปมากก็ตาม แต่สภาพของครอบครัวดูเหมือนไม่ได้แตกต่างอะไรเลยจากอดีต นั่นคือ เมื่อให้กำเนิดบุตร แม่และพ่อของเด็กจำนวนหนึ่ง* ไม่ได้อาศัยอยู่กับครอบครัว ทิ้งลูก หนีหรือย้ายไปอาศัยอยู่ที่อื่น (จำนวนหนึ่งในที่นี้ มูลนิธิฯ สำรวจจากจำนวนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่เข้าร่วมการประชุมในแต่ละครั้ง พบว่าเด็กปฐมวัยที่แม่พ่อไม่ได้เป็นผู้เลี้ยงหลักในชีวิตประจำวันมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 50% ในบางหมู่บ้านมีมากถึง 80-90% เลยทีเดียว)

ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวและสังคมไทยนั้น มีที่มาที่ไปและที่เป็นอยู่สลับซับซ้อน เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่และสร้างผลกระทบในทุกระดับ ภาครัฐก็มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาเด็กปฐมวัยในโครงการของมูลนิธิฯ เราจึงตีโจทย์ให้ตรงเป้าที่สุด นั่นคือการพัฒนาศักยภาพของผู้ที่เลี้ยงดูเด็กปฐมวัยในชีวิตประจำวัน ได้แก่ 1) พ่อแม่หรือปู่ย่าตายายที่เป็นผู้เลี้ยงหลัก และ 2) ครูปฐมวัยของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ในอนาคต มูลนิธิฯ พิจารณาการดำเนินงานพัฒนาเด็กปฐมวัยในระดับชุมชน เพื่อให้เป็นฐานที่มั่นคงร่วมกันของทุกคน ภายใต้การบูรณาการของหน่วยงานราชการและเครือข่ายท้องถิ่นด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างฐานการดูแลเด็กในชุมชนให้เป็นสหวิชาชีพร่วมกัน อย่างน้อยที่สุดให้มั่นใจได้ว่า

  • เด็กปฐมวัยของแต่ละครอบครัวในชุมชนได้รับการดูแลด้านบริการสาธารณสุขพื้นฐานอย่างครบถ้วน
  • พ่อแม่ผู้ปกครองผู้ที่เลี้ยงและดูแลเด็กปฐมวัยได้รับเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดและการบริการด้านสังคมอย่างครบถ้วน
  • พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กปฐมวัยที่มีความยากลำบากในการเลี้ยงบุตรหลานได้รับการช่วยเหลือและสามารถแก้ไขปัญหาได้
  • พ่อแม่ผู้ปกครองได้รับการฝึกอบรมให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงและดูแลบุตรหลานปฐมวัยที่ถูกต้อง ทั้งในเรื่องการส่งเสริมสุขภาพร่างกาย สติปัญญาและการพัฒนาของสมองที่ดี
  • เด็กปฐมวัยในชุมชนได้รับการสอดส่องดูแลด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่ดี รวมทั้งโอกาสการเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้ความเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชนต่อไปในอนาคต

ข้อเท็จจริงของเด็กปฐมวัยในเขตอีสานตอนบน

ข้อเท็จจริงสภาพของปัญหาที่พบ
เด็กทุกคนต้องการ “แม่” เพื่อให้นมให้อาหารให้ความรักความอบอุ่นเพื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกนี้⦁ แม่วัยรุ่นตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ไม่มีความพร้อมใดๆ ในการทำหน้าที่แม่ รวมทั้งขาดการช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในครอบครัว
⦁ แม่วัยรุ่น (+พ่อ) ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้เลี้ยงหลักในชีวิตประจำวัน – บางคนหนีหายติดต่อไม่ได้ ปู่ย่าตายายหรือญาติเป็นผู้เลี้ยง “ตามมีตามเกิด” เพราะเป็นลูกเวรลูกรรม
ในขวบปีแรก เด็กทารกต้องสร้างความไว้ใจต่อแม่และต่อโลกใบนี้ เพื่อจะมีพลังของชีวิตในการพัฒนาด้านอื่นๆ ต่อไป⦁ เมื่อไม่มี “แม่ที่แท้จริง” เด็กทารกก็ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับมนุษย์แม่ มีเพียงขวดนมและแปลนอน ทารกไม่มีใบหน้าของแม่ให้สร้างสายสัมพันธ์ ไม่มีเสียงสูงเสียงต่ำให้ขับกล่อมสบายกายสบายใจ
⦁ ซ้ำร้ายในบางครอบครัวมีแต่เสียงกร่นเสียงด่าทอกัน เสียงร้องดังที่เกิดจากความรุนแรงในครอบครัว
ในช่วง 2-3 ขวบ เด็กต้องสร้างความผูกพันกับคนเลี้ยงหรือผู้ดูแล เพื่อหาหลักยึดในชีวิตเพื่อจะให้มีชีวิตที่ไปต่อให้ได้⦁ เมื่อไม่มีสายสัมพันธ์ เด็กต้องสร้างความผูกพันกับคนเลี้ยง ไม่ว่าคนเลี้ยงนั้นจะดีหรือเลวเพียงใดก็ตาม แต่ความผูกพันนี้จะเป็นแบบไม่มั่นคงและไม่เป็นระเบียบ ทำให้เด็กไม่สามารถสร้างตัวตน (Self) ที่แข็งแรงและถูกต้องได้
ในวัย 3-5 ขวบ เด็กต้องได้รับโอกาสในการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะชีวิตพื้นฐานอย่างถูกต้องและเหมาะสม เช่น การอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน การทานข้าวด้วยตนเอง รวมทั้งทักษะทางสังคม การพูดการแสดงออก เพื่อมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กและผู้คนอื่นๆ ในโรงเรียนในชุมชนต่อไป โดยมีแม่หรือผู้เลี้ยงหลักเป็นแบบอย่างที่ดี (Role Model)⦁ ผู้เลี้ยงเด็กในชีวิตประจำวันไม่ได้ทำหน้าที่ “แม่” ที่จะช่วยสอนทักษะต่างๆ ดังกล่าว เด็กจึงไม่ทำ และด้วยความผูกพันที่ไม่เป็นระเบียบ ส่วนหนึ่งเกิดจากผู้เลี้ยงแบบ “ผีเข้าผีออก” เด็กจึงสั่งสมพฤติกรรมต่อต้าน เกเรและก้าวร้าว รวมทั้งเลียนแบบความรุนแรงในครอบครัวมากระทำกับเพื่อนเด็กด้วยกันในสถานศึกษา
⦁ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เลี้ยงเด็กไม่เข้าใจในเหตุที่มาของพฤติกรรมดื้อของเด็ก จึงยิ่งใช้ความรุนแรง การเฆี่ยนตบตีหนักมือเข้าไปอีก นั่นกลับกลายเป็นผลร้ายที่ซึมลึกลงในจิตใจและสมองของเด็ก เมื่อเด็กปฎิเสธความผูกพันนี้แล้ว ก็เปรียบเสมือนเรือขาดหางเสือ เด็กจะไร้ซึ่งความภูมิใจ (Self-esteem) และการควบคุมตนเอง (Self-control) ว่าอะไรดี อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ เด็กจะปล่อยให้สมองส่วนอารมณ์ (Mammalian Brain) เป็นตัวชี้นำทางเพื่อเอาตัวรอด
เมื่อเด็กย่างก้าวเข้าวัย 6 ขวบขึ้นไป ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่จะต้องเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่าง รวมทั้งความรับผิดชอบในหน้าที่ชีวิตที่เพิ่มมากขึ้นของเด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา เป็นการเตรียมความพร้อมที่จะเติบโตไปเป็นวัยรุ่นขั้นต้นต่อไป⦁ “ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก” คำนี้ยังคงใช้เปรียบเทียบกับการเลี้ยงและดูแลเด็กได้ดี เมื่อเข้าห้วงวัยประถมศึกษา อะไรๆ ที่เตรียมไว้ดีในห้วงเวลาก่อนหน้านี้ การอบรมบ่มนิสัยและการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ก็จะไปได้ดี ตรงกันข้ามกับเด็กที่ถูกเลี้ยงและเตรียมมาไม่ดี จากนี้ไปคือความยากและจะยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเด็กโตขึ้นตามลำดับอายุของเขา และเมื่อเข้าสู่ห้วงวัยรุ่น เขาจะเลือกทางเดินชีวิตแบบเดียวกับแม่และพ่อของเขาที่เป็นมา #กงกรรมกงเกวียน